ข่าวพาดหัวชิงทรัพย์

ตำรวจคุมตัวสองผัวเมียชิงทอง 10 บาท กลางห้างย่านบางพลีไปทำแผน

ตำรวจคุมตัวสองผัวเมียชิงทอง 10 บาท กลางห้างย่านบางพลีไปทำแผน

ตำรวจคุมตัวสองผัวเมียชิงทอง 10 บาท กลางห้างย่านบางพลีไปทำแผน ขณะที่เมียเผยทั้งน้ำตายอมรับว่าขอร้องสามีให้ทำเพราะต้องการเงินใช้หนี้ที่กู้มาหวังไปทำงานต่างประเทศด้านผู้การจังหวัดเตรียมเรียกประชุมผู้ประกอบการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย


เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 4 มีนาคม 2568 พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผู้กำกับ สภ.บางพลี และฝ่ายสืบสวนชุดจับกุม ร่วมกันนำตัว นางสาว อรสา(หรือหญิง) อายุ 23 ปี และ นาย พีรัช(หรือพี) อายุ 50 ปี สองสามีภรรยาที่ร่วมกันวางแผนและก่อเหตุชิงสร้อยคอทองคำที่ร้านทองแห่งหนึ่งกลางห้างชื่อดังย่านอำเภอบางพลี จังวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 2 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกตำรวจติดตามไปจับกุมตัวได้ที่บ้านเกิดในจังหวัดสกลนครพร้อมกับยึดของกลางทั้งตั๋วจำนำ สร้อยคอทองคำที่เหลือ เงินสดจากการจำนำทอง และเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ มายัง สภ.บางพลี และพาตัวผู้ต้องหาชี้จุดและทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจุดแรกเป็นหน้าร้านทองภายในห้าง จุดที่สองเป็นจุดที่ทิ้งเสื้อผ้าและอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ และจุดที่ 3 คือจุดที่จอดรถก่อนจะหลบหนีจังหวัดสกลนคร


ขณะที่ นาย พีรัช หรือ พี สามีของนางสาวอรสา บอกว่า ตนเองคบหากับภรรยาคนนี้มาร่วมสิบปี ตั้งแต่สมัยที่ตนเองเคยเป็นครูอัตราจ้างสอนคอมพิวเตอร์ที่ต่างจังหวัดซึ่งภรรยาเป็นลูกศิษย์ที่มาเรียนคอมพิวเตอร์ด้วยจึงเกิดความรักและตกลงปงใจคบหาอยู่กินกันเรื่อยมา จนมีการลาออกจากครูมาทำงานในสมุทรปราการด้วยกัน ซึ่งตนเองมีอาชีพเป็น รปภ.ของเอกชน ส่วนแฟนลาออกจากโรงงานเพราะจะไปทำงานต่างประเทศจนถูกหลอกกลายเป็นหนี้สินมากมายทั้งตนเองและภรรยา จนกรทั้งถูกดันจึงร่วมกันวางแผนก่อเหตุ ส่วนเสื้อแกร๊บที่ใส่ไปซื้อมาสวมใส่นานแล้วไม่ได้ทำไรเดอร์แต่อย่างใด ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนแก๊ปเท่านั้น ยืนยันว่าทำลงไปเพราะติดหนี้สินจากการถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ไม่ใช่การหาเงินไปเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งสองคนกล่าวขอโทษทั้งน้ำตาต่อครอบครัวโดยเฉพาะคุณยายที่ก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ตัวใส่ชุดไรเดอร์เพราะสังเกตว่าการสวมใส่ชุดไรเดอร์สามารถเดินเข้าออกห้างได้โยไม่ต้องถอดหมวกกันน็อกแต่อย่างใด จึงง่ายต่อการปิดบังอำพรางตัว ยอมรับผิดกับสิ่งที่ก่อเหตุ

นางสาว อรสา หรือหญิง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุจริงและเป็นผู้ที่วางแผนให้สามีไปก่อนเหตุ โดยเธอบอกว่าสาเหตุที่ทำลงไปเพราะเธอต้องหาหาเงินไปคืนยายและใช้หนี้สินที่กู้และยืมมารวมกว่า 1 ล้านบาท นางสาว อรสา บอกว่า ก่อนหน้านี้ช่วงกลางปี 2567 ตนเองติดต่อกับบุคคลที่รู้จักกรคนหนึ่งชื่อว่านายเติ้ล มาชักชวนให้ตนเองไปทำงานที่ต่างประเทศ จนมีการตกลงและโอนเงินค่าเดินทางไป ครั้งแรก 5 หมื่นบาทแต่ก็ยังไม่ได้ไปและ นายเติ้ล ได้แจ้งว่าหากอยากได้เงินคืนจะต้องโอนเงินเพิ่มค่ำดำเนินการ ซึ่งหลงเชื่อเพราะอยากได้เงินคืนจึงมีการโอนเงินไปรวมเกือบล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวตนเองและสามีไปกู้นอกระบบและให้ยายเอาที่ดินไปจำนองรวมถึงไปหยิบยืมคนอื่นมาให้ตนเองเพื่อหวังไปทำงานที่ต่างประเทศ แต่สุดท้ายไม่ได้ไปและถูกหลอกจนกลายเป็นหนี้สินกว่าล้านบาท จนต่อมาช่วงปลายปีที่ผ่านมา ด้วยความเป็นหนี้สิน จึงตัดสินใจเดินทางไปเป็นผีน้อยตามคำแนะนำของเพื่อนที่เคยไปทำงานและเป็นผีน้อยในเกาหลี ซึ่งครั้งที่สองก็ให้ยายกู้เงินมาให้เช่นเดิม แต่พอเดินทางไปแล้วกลับพบว่าเป็นการหลอกลวงให้ไปค้าประเวณีที่นั่น จึงตัดสินใจหนีกลับและซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาเอง จนกระทั่งต้องเดือนนี้ทางบ้านนัดรวมญาติกันเพื่อเตรียมร่วมบุญผ้าป่าวันสงกรานต์ของวัดในหมู่บ้าน ตนเองจึงถูกกดดันให้หาเงินไปคืนยายและเจ้าหนี้ เนื่องจากทางบ้านรู้ว่าตนเองไปทำงานต่างประเทศหวังได้เงินกลับมาร่วมบุญผ้าป่าและใช้หนี้ อีกทั้งยายล้มป่วยไม่มีรักษา จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบหมดทางออก ตัดสินใจบอกขอร้องกับสามีขอให้ช่วยก่อเหตุชิงทองดังกล่าว โดยนางสาวอรสายอมรับว่า ตนเองคิดและวางแผนก่อเหตุเองทั้งหมด ด้วยการที่ตนเองจะทำทีไปติดต่อขอซื้อทองที่ร้านดังกล่าว ส่วนที่เลือกร้านดังกล่าวมองว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยไม่เข้มงวดเหมือนร้านข้างนอก ซึ่งตอนแรกสามีก็ไม่อยากทำและยังบอกว่าทำแล้วก็ได้ไม่คุ้มเสียและไม่รอดจากการถูกจับกุมแน่และสุดท้ายด้วยความที่สามีรักตนเองจึงยอมทำตามแผนและไปก่อเหตุดังกล่าว หลังก่อเหตุเสร็จก็นัดเจอกับสามีที่ห้างแห่งหนึ่งเพื่อรอขึ้นรถของน้าสาวที่จะเดินทางกลับบ้านพอดี และตนเองบอกกลับน้าว่าเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศนัดเจอขึ้นรถกันจนกระทั่งน้ามารับและเดินทางกลับไปที่บ้านเกิดที่สกลนคร และพอไปถึงก็เอาทองไปจำนำในร้านรับจำนำแห่งหนึ่งที่สกลนครจำนวน 1 เส้น ได้เงินมา 120,000 บาท หลังจากได้เงินก็รีบเอาเงินไปคืนยาย 3 หมื่นบาทเพื่อไปใช้หนี้และจ่ายค่ารักษาตัวของยาย จนกระทั่งถูกตำรวจตามไปถึงบ้าน


นางสาว อรสา ยังเล่าทั้งน้ำตาอีกว่า เรื่องทั้งหมดยืนยันว่าไม่ใช่การก่อเหตุเพราะเอาเงินไปจ่ายเป็นเงินทำบุญผ้าป่าแต่อย่างใด ส่วนบุญผ้าป่าตนเองไม่ทราบมาก่อมาทราบเรื่องบุญผ้าป่าทางทางครอบครัวจะไปร่วมบุญด้วยเท่านั้นในวันที่เดินทางไปถึงบ้าน สาเหตุหลักเพียงเพราะต้องการหาเงินไปใช้หนี้และคืนยายเท่านั้น ซึ่งยายพอทราบข่าวว่าตนเองไปก่อเหตุก็ช็อกและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้าน พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า สำหรับเคสนี้ตำรวจสามารถติดตามยึดของกลางคือได้คือ เงินสดรวม 86,000 บาท สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 3 บาท 1 เส้น และ 2 บาท 2 เส้น โดยผู้ต้องหานำไปจำนำ 1 เส้นน้ำหนัก 3 บาท รวมน้ำหนักทอง 10 บาท พร้อมกับของกลางเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่และรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนสาเหตุก็เพราะต้องการหาเงินไปใช้หนี้ อีกทั้งราคาทองคำค่อนข้างสูงจึงเลือกลงมือร้านค้าทอง มีการวางแผนกันมาอย่างดีและมีการเข้ามาดูลาดเลากันล่วงหน้าก่อนลงมือก่อเหตุ
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาทั้งสองคนตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการในข้อหา ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยาพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงมาตรการการป้องกันการก่อเหตุในร้านค้าทอง โดยตั้งคำถามว่าปัจจุบันพบว่าคนร้ายมักเลือกก่อเหตุในร้านค้าทองในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมองว่าก่อเหตุง่ายและไม่มีการรักษาความปลอดภัยเท่าที่ควร เมื่อเกิดเหตุทำให้เป็นความเสียหายต่อรัฐแต่ในส่วนของผู้ประกอบการอาจเพิกเฉยต่อมาตรการการรักษาความปลอดภัย จึงเป็นช่องทางที่คนร้ายเลือกที่จะก่อเหตุได้ง่ายขึ้นซึ่งตรงนี้อยากฝากอะไรถึงผู้ประกอบการและแนวทางมาตรการป้องกันเหตุ ด้านผู้บังคับการตำรวจภูธรสมุทรปราการ ระบุว่า ต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการให้โดยเฉพาะในห้าง ซึ่งนอกจากร้านค้าทองควรเพิ่มประตูกระจกนิรภัยและเหล็กดัดแล้วทางห้างเองควรตรวจตราและเฝ้าระวังบุคคลที่สวมใส่หมวกกันน็อกเข้ามาในห้างเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเรียกประชุมผู้ประกอบการร้านค้าทองและห้างสรรพสินค้าวางแนวป้องกันอาชญากรรมเพิ่มรวมถึงการป้องกันตัวและทรัพย์สินกับคนร้ายที่อาจเข้ามาก่อเหตุ ทั้งนี้ฝากย้ำเตือนถึงบุคคลใดที่คิดจะก่อเหตุในลักษณะเช่นนี้ขอให้เลิกความคิดเพราะสุดท้ายตำรวจไม่ปล่อยไว้และติดตามจับกุมทุกราย
ขณะเดียวกัน ทาง พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้เล็งเห็นถึงผลงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.บางพลี ในการจับกุมผู้ต้องหาในคดีต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จึงได้มอบเงินสด (เหรียญ) จำนวน 2 กระสอบ ภายในกระสอบเป็นเงินเหรียญ กระสอบ ละ 5 หมื่นบาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการออกปฏิบัติการต่าง ๆ


**********************
ศราวุธ คงสินธ์ / ธนวัต นาคขำ จ.สมุทรปราการ