ปทุมธานี – รมต.กห.ต้องสะเทือนร.ท.หญิงร้องปวีณาถูกพล.ท.ลวงวางยามัดมือเท้าข่มขืน6ปี

ปทุมธานี – รมต.กห.ต้องสะเทือนร.ท.หญิงร้องปวีณาถูกพล.ท.ลวงวางยามัดมือเท้าข่มขืน6ปี

ปทุมธานีรมต.กห.ต้องสะเทือนร.ท.หญิงร้องปวีณาถูกพล.ท.ลวงวางยามัดมือเท้าข่มขืน6ปี

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 26 ธ.ค.68 นายทหารหญิงยศ “ร.ท.” อายุ 29 ปี สังกัดกรมทหารแห่งหนึ่ง ร้อง “ปวีณา” ถูก “พล.ท.” อายุ 63 ปี นายทหารนอกราชการ วางแผนลวงอ้างขอเจอครั้งสุดท้ายก่อนจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านบางพลัด หลังฝ่ายหญิงขออิสรภาพ ขณะอยู่ที่ร้านอาหาร “พล.ท.” ได้ชวนดื่มไวน์ก่อนจะเอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่มบอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อหนูและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง หนูเอาพวงมาลัยไปไหว้ “พล.ท.” เพื่อขอขมา “พล.ท.” วางแผนกับคนขับรถยศ “ร.อ.” ให้หนูเดินไปที่ท้ายรถแล้วผลักขึ้นไปท้ายรถใช้สายรัดเคเบิ้ลไทร์รัดข้อมือ ข้อเท้าทั้งสองข้าง ใช้สก๊อตเทปปิดปาก ใช้มือปิดตาไม่ให้มองทางพาไปโรงแรมม่านรูดทำร้ายร่างกายข่มขืนทั้งที่มัดมือทั้งสองข้างอยู่!! โดย “พล.ท.” สั่งให้ “ร.อ.” ขับรถพาไปก่อเหตุที่โรงแรม จับถอดกางเกงหนูบนเตียงให้นายพลย่ำยีและให้ยืนดูขณะข่มขืน และ “พล.ท.” ได้ถ่ายคลิปขณะข่มขืนเก็บไว้ หลังก่อเหตุ “พล.ท” ข่มขู่ “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่” จากนั้น พล.ท. และร.อ. ได้ขับรถมาส่งหนูที่ร้านอาหาร น้องสาวเห็นหนูสภาพหนูสะบักสะบอม และหนูขอให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิ้ลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่หนูและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่หนูออกไปกับ พล.ท. ก็มีผู้หญิง 2 คนมานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก พล.ท. หนูมาคิดกับน้องคาดว่า พล.ท. มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้หนูมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน ระบายแค้นที่หนูไปแจ้งความ และให้หญิงสาวทั้ง 2 คนมานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหาหนู คืนนั้นหลังหาหมอเสร็จหนูจึงได้รีบไปแจ้งความที่สน.บางพลัด ทันที เหตุเกิดวันที่ 21 ธ.ค.68

ร.ท.หญิง” ตัดพ้อทนทุกข์มา 6 ปี อยู่แบบเป็นทาสและนางบำเรอ เวลา “พล.ท.” ไม่พอใจจะทำร้ายร่างกายตลอด หลังขอแยกทาง “พล.ท.” ทวงคืนคอนโดฯ 4 ห้อง โอนให้หมดแล้วเพื่อขอชีวิตคืน แต่ไม่จบ ยังบุกไปห้องพักที่แฟลตตามคุกคามพังประตูห้อง หยอดกาวรถยนต์ ทำทรัพย์สินเสียหาย “ร.ท.หญิง” แจ้งตำรวจสน.เตาปูน มาช่วยระงับเหตุ กลับเตะ ร.ท.หญิงต่อหน้าตำรวจ ซ้ำกระชากกล้องของตำรวจขณะระงับเหตุ และยังอ้างรู้จักตำรวจใหญ่ ซึ่งตำรวจนายสิบที่ถูกกระทำได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สน.เตาปูน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หนูต้องการความเป็นธรรมและขอชีวิตหนูคืน จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ หลังรับเรื่อง “ปวีณา” ประสาน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. นัดหมายวันที่ 26 ธ.ค.68 เวลา 14.00 น. เพื่อพา “ร.ท.หญิง” เดินทางไปที่สน.บางพลัด เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการไล่ภาพเส้นทางวันเกิดเหตุ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
ด้านร.ท.หญิง กล่าวว่า ตอนปี 63 หนูยังเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ครอบครัวฐานะยากจน หนูต้องเลี้ยงดูย่า หนูจึงต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ช่วงกลางวันและตอนเย็นหนูจะไปรับจ้างยืนแจกขนมตามสถานีรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้า วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะทำงานร้านอาหารและได้พบกับ “พล.ท.” ที่มาทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน หนูไปทำหน้าที่แนะนำเครื่องดื่มที่เพิ่งออกใหม่ ซึ่งวันนั้น พล.ท. ให้ทิปหนูถึง 10,000 บาท หนูตกใจและดีใจมากเพราะว่าเป็นช่วงที่ต้องจ่ายค่าเทอมพอดีเลยคิดว่า พล.ท. เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เมตตาเด็กหลังจากนั้นเขาก็ให้ลูกน้องมาขอไลน์หนู วันต่อมาเขาไลน์มาชวนหนูไปทานข้าวกับเพื่อนเขาหลายคน หลังจากนั้นเขาก็ได้ไลน์ติดต่อให้หนูไปทานข้าวด้วย 2 ต่อ 2 และซื้อรถเก๋งให้หนู 1 คัน ราคา 2 แสนกว่าบาท จากนั้นเขาก็แอบมีความสัมพันธ์กับหนู เวลาสังสรรค์กับเพื่อนเขาในกรมทหารก็จะให้หนูไปคอยชงเหล้า รับใช้ คอยสั่งการชีวิตหนูทุกอย่าง และหึงหวง ไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้คุยกับผู้ชายหรือแม้กระทั่งเพื่อนที่เป็น LGBTQ+ตลอดเวลาหนูเหมือนนางบำเรอและทาสรับใช้ เวลาอยู่กับเขาก็ต้องทำทุกอย่างคอยเอาใจ ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า รีดผ้า ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจก็จะถูกทุบตี เขาจะคอยบังคับให้หนูอยู่ในกรอบ ถ้าจะไปไหนต้องบอกตลอดเวลา ถ้าเขาแชทไลน์มาแล้วไม่อ่านหรืออ่านช้า หรือโทรมาไม่รับสายก็จะถูกด่าว่า “มึงเป็นใคร ทำไมไม่รับสายกู” และเมื่อเจอหน้าก็จะตบตีทำร้าย หนูเคยถูกทำร้ายหลายครั้งจนเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ครั้งแรก วันที่ 22 ธ.ค.67 หนูไปเที่ยวกับเพื่อนเขาโทรมาหาแต่หนูไม่ได้รับสาย พอกลับมาถึงห้องที่แฟลตทหาร เขาตามมาไขกุญแจเข้ามาทำร้ายเตะ ต่อย จนระบมช้ำไปทั้งตัว หลังจากนั้นเขาก็มา พูดดีด้วยสัญญาจะไม่ทำร้ายอีก และซื้อคอนโดฯ ให้ 1 ห้อง เพื่อเป็นการปลอบใจ แต่เขาก็ผิดคำพูด เวลาไม่พอใจก็ยังทำร้ายทุบตีเหมือนเดิม ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา หนูต้องทนทุกข์ จนหนูทนไม่ไหวขอแยกทางไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยตั้งแต่กลางปี 68 แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยตามคุกคามหนูเรื่อยมาทั้งจะพังประตูห้อง เอากุญแจมาคล้องประตู หยอดกาวกุญแจประตู และหยอดกาวประตูรถ และจะแชทไลน์มาหาอยู่บ่อยครั้ง ช่วงเดือนต.ค.68 หนูถูกทำร้าย เป็นครั้งที่ 2 สาเหตุเพราะเขาแชทไลน์มาและหนูไม่ได้คุยอย่างต่อเนื่อง ตอบช้าเพราะกำลังทำงานอยู่ เขาก็รีบมาหาที่แฟลตและกระทืบหนูจนช้ำระบมไปทั้งตัว หลังจากนั้นหนูได้ขอเลิกเขาอีกครั้ง โดยมีรองเจ้ากรมทหาร เป็นพยาน เขาบอกว่าถ้าหนูโอนคืนคอนโดฯ ให้เขาแล้วจะเลิกยุ่งกับหนู หนูก็ได้ไปโอนคืนให้เขาไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังตามคุกคามหหนูอยู่เรื่อยมา โดยเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.68 เขามาพังประตูห้องหนู หนูจึงแจ้งตำรวจสน.เตาปูนมาระงับเหตุ เขาโกรธมากที่ทำให้เขาอับอายจึงเตะหนูเข้าที่ขาอย่างแรงต่อหน้าตำรวจ และกระชากกล้องตำรวจพร้อมด่าทอข่มขู่ “มึงอยากไปอยู่วังทวีมั้ย” และยังกร่างอ้างรู้จักตำรวจใหญ่ หลังจากนั้นหนูก็ได้ไปแจ้งความเรื่องที่เขามาคุกคามไว้ที่สน.เตาปูน


ครั้งที่ 3 วันที่ 21 ธ.ค.68 เขาโทรมาหาหนูแล้วบอกว่าหย่ากับเมียแล้วจะไปอยู่ต่างประเทศ ขอเจอหนูเป็นครั้งสุดท้ายโดยนัดพบที่ร้านอาหารย่านบางพลัด หนูใจอ่อนและตั้งใจเอาพวงมาลัยไปไหว้ขอขมาจึงเดินทางไปที่ร้านอาหารพร้อมกับน้องสาว ขณะอยู่ที่ร้านอาหารเขาได้ชวนดื่มไวน์ หนูกับน้องดื่มไวน์ไป 2 แก้ว รู้สึกเมาผิดปกติ แล้วเขาก็เอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่มบอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อหนูและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เขาบอกว่ามีของขวัญจะให้หนูให้เดินไปเอาที่ท้ายรถ ซึ่งเป็นรถ SUV เมื่อเปิดประตูท้ายรถขึ้นเขาก็ผลักหนูเข้าไปในรถและเขาก็ขึ้นมาในรถชกต่อยหนูจับกดลงกับพื้นไม่ให้หนูเงยหน้าขึ้นมา ใช้สายรัดเคเบิ้ลไทร์มัดมือหนูทั้ง 2 ข้าง และใช้สก๊อตเทปปิดปากไม่ให้ร้อง ระหว่างนั้นก็เห็นชายสวมหมวก “ไอ้โม่ง” มาขับรถให้เขาก่อนจะพาหนูออกไป ซึ่งหนูถูกจับกดและปิดตาอยู่จึงไม่เห็นทางว่ารถวิ่งไปทางไหน เมื่อไปถึงโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งเขาจะลากหนูลงจากรถ แต่หนูส่งเสียงกรีดร้องจนพนักงานต้อนรับกลัวว่าจะมีปัญหาจึงไม่ยอมเปิดห้องให้ จากนั้นเขาก็พาหนูขึ้นรถจับกดลงกับพื้นอีกครั้งและพาไปที่โรงแรมม่านรูดอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก หนูถูกลากลงจากรถและเข้าไปในห้องโรงแรมม่านรูดจึงรู้ว่า “ไอ้โม่ง” ที่ขับรถให้เขาคือ นายทหารยศ “ร.อ.” ที่เป็นลูกน้องของเขา หนูพยายามดื้นรนขัดขืนแต่ถูกเขา 2 คนลากไปที่เตียงนอน โดย “ร.อ.” ถอดกางเกงหนูแล้วก็ยืนดู จากนั้น “พล.ท.” ก็ชกต่อยใบหน้าและลำตัวระบายความโกรธด่าหนูว่า “มึงแจ้งความใช่มั้ย” ก่อนจะลงมือข่มขืนหนูทั้งที่มัดมือหนูอยู่จนสำเร็จความใคร่ หนูเจ็บปวดสุดแสนสาหัส จากนั้นเขาถึงตัดสายรัดที่ข้อมือออก 1 เส้น แต่ยังมีสายรัดอีก 1 เส้นค้างอยู่ที่ข้อมือหนู “พล.ท.” ยังข่มขู่หนูอีกว่า “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่” หลังก่อเหตุเสร็จ พล.ท. และร.อ. ขับรถมาส่งหนูที่ร้านอาหาร น้องสาวเห็นหนูสภาพหนูสะบักสะบอม และหนูของให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิ้ลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่หนูและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่หนูออกไปกับ พล.ท. ก็มีผู้หญิง 2 คนมานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก พล.ท. หนูมาคิดกับน้องคาดว่า พล.ท. มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้หนูมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน และให้หญิงสาวทั้ง 2 คนมานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหาหนู คืนนั้นหลังหาหมอเสร็จหนูได้รีบไปแจ้งความที่สน.บางพลัด ทันที ตำรวจส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อเขารู้ว่าหนูแจ้งความเขาได้โอนเงินมาให้น้องหนู 3 หมื่นบาท บอกเป็นค่ารักษาหนู และโอนมาให้หนูอีก 5 หมื่นบาท บอกให้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องนอนโรงพยาบาล แต่หนูไม่ต้องการจึงได้โอนเงินคืนไปหมดแล้ว และต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ขอชีวิตหนูคืน วันอังคารที่ 23 ธ.ค.68 จึงมาร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ หนูต้องการจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด