แม่ร้องสื่อทวงศักดิ์ศรีให้ลูกสาว หลังโดนพลทหารเทงานแต่ง

แม่ร้องสื่อทวงศักดิ์ศรีให้ลูกสาว หลังโดนพลทหารเทงานแต่ง

แม่ร้องสื่อทวงศักดิ์ศรีให้ลูกสาว หลังโดนพลทหารเทงานแต่ง
วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องทุกข์จาก นางอมร วรรณะ อายุ 56 ปี ว่า ลูกสาวตนเองได้ถูก นายกิตติกรณ์ เพ็ชรแก้ว หรือ นายก้อง อายุ 25 ปี เป็นพลทหาร (สมัครต่อปีที่ 4) เป็นทหารอยู่ ค่าย ร5 พัน3 ค่ายประดู่ (ด่านศุลกากรบ้านประกอบ) ตำบลประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ยกเลิกงานแต่งงานและบอกเลิกกับลูกสาวโดยไม่มีสาเหตุทำให้ต้องเสียเงินที่มีการจัดเตรียมงานและสถานที่ โดยเฉพาะเสียศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้หญิง ต่อมาได้มีการร้องไปยังทางผู้บังคับบัญชาแต่กลับถูกปฎิเสธที่จะดำเนินการกับพลทหาร อีกทั้ง ทางแม่ฝ่ายชายได้มีการท้าทายให้ไปฟ้องศาลเอาเอง จึงทำให้นางอมรอยากทวงความธรรรมให้กับลูกสาวตนเองและเป็นสาเหตุที่ได้ร้องทุกข์สื่อเข้ามา เหตุเกิดบ้านคอกม้า ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา

Oplus_131072


ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านพักในตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งได้พบกับ นางอมร วรรณะ อายุ 56 ปี (แม่) และ นางสาวปิยะรัตน์ วรรณะ หรือ มุก อายุ 27 ปี (อดีตเจ้าสาวโดนเมงานแต่ง) จากนั้นพ่อของนางสาวปิยะรัตน์ได้พาไปดูร่องรอยดินข้างบ้านซึ่งได้ว่าจ้างมาไถมาเคลียร์พื้นที่ต้นไม้ขึ้นรกร้างให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมสถานที่จัดงานแต่ง ก่อนที่นางอมรจะพาไปดูข้าวของเครื่องใช้ที่จัดเตรียมงานแต่ง มี การ์ดเชิญ ของชำรวย สิ่งของที่ใช้ในวันรับไหว้ พร้อมหลักฐานแชทที่พลทหารส่งข้อความมาบอกเลิกและยกเลิกงานแต่ง ทราบชื่อ นายกิตติกรณ์ เพ็ชรแก้ว หรือ นายก้อง อายุ 25 ปี เป็นพลทหาร (สมัครต่อปีที่ 4) เป็นทหารอยู่ ค่าย ร5 พัน3 ค่ายประดู่ (ด่านศุลกากรบ้านประกอบ) ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามเหตุการณ์เรื่องราว
จากการสอบถาม นางสาวปิยะรัตน์ วรรณะ หรือ มุก อายุ 27 ปี ได้เล่าว่า ตนและอดีตแฟนหนุ่ม คบกันตั้งแต่ช่วงเรียนอยู่ ปวส.1 ปี 60 ต่อมาช่วงเดือนมกราคม 2569 ก็คุยเรื่องแต่งงานกันวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เค้าก็ลาพักตอนนั้นก็เล่นโทรศัพท์อยู่ในห้องตนเองจึง ขอโทรศัพท์มือถือเค้ามาเปิดดูเนื่องจากเค้าปิดตำแหน่งโทรศัพท์มือถือตนจึงได้เปิดเข้าไปดู ว่าปิดตำแหน่งเพราะสาเหตุอะไรเนื่องจากเค้าเป็นคนเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือของตนเอง ระหว่างที่ตนเปิด โทรศัพท์มือถือ จู่ๆเค้าก็โวยวายขึ้นมา จนเสียงดังพ่อแม่ตนเองตกใจ โดยไม่ทราบสาเหตุตนจึงได้ถามว่าเพราะอะไรถึงต้องปิดตำแหน่งเค้าตอบว่าอยากมีเวลาส่วนตัวพอเค้าตอบแบบนั้นตนก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่อยากมีส่วนตัวก็มี จากนั้นเค้าก็เดินออกมาจากห้องแล้วก็บอกว่าอยากกลับบ้านจนจึงได้ไปส่งแล้วก็ทะเลาะกันระหว่างทางจนถึงบ้านและในช่วงระหว่างที่กลับเข้าค่ายทหาร ก็จะทะเลาะกันมาตลอดจนกระทั่งวันที่ 5-7 มีนาคม เค้าบอกจะเดินทางไปมาเลเซียแล้วก็หาติดต่อไม่ได้จนกระทั่งมามาถึงวันที่ 8 มีนาคมเค้าทักแชทมาบอกเลิกและยกเลิกงานแต่งทั้งหมดโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วเค้าก็โทรมาบอกให้ตนไปตายซะ จากนั้นพอแม่ของตนรู้เรื่องก็ได้โทรไปหาแม่เค้า พอแม่เค้าโทรหาเค้า กลับมาโวยวายแล้วก็บอกว่าจบทุกสิ่งทุกอย่างตนจึงได้ถามกลับไปอีกครั้งว่าทำไมต้องล้มงานแต่ง ซึ่งตนก็ได้จัดเตรียมงานแต่งไว้แล้วมีโทรไปจองวันเวลาถ่ายพรีเวดดิ้ง สั่งของชำร่วย การ์ดเชิญซึ่งทั้งหมดไปเลือกด้วยกันและเขาเป็นคนเลือกเองทั้งหมด
ทางด้าน นางอมร วรรณะ อายุ 56 ปี (แม่)เปิดเผยว่า วันที่ 8 มีนาคม พอตนทราบข่าวว่ามีการยกเลิกงานแต่ง ตนจึงได้โทรโทรศัพท์ไปหา ไปหาเค้าแล้วถามว่ายกเลิกงานแต่งทำไมและสั่งให้น้องไปตายทำไม จากนั้นตนจึงได้โทรไปหาแม่เค้า และก็บอกแม่เค้าว่าลูกชายสั่งให้ลูกสาวไปตาย ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวตน คุณต้องรับผิดชอบ กับคำพูดของลูกชายคุณ แล้วแม่ของเค้าก็ตัดสายทิ้ง จากนั้นตอนเช้าตนจึงได้โทรไปหาเค้าและให้มาเคลียร์กันที่บ้านแต่ปรากฏว่าเค้าไม่มา ซึ่งก่อนหน้านี้เค้าโทรมาบอกว่าไม่แต่งแล้วแม่ก็ก็ถามกลับไปว่าทำไมถึงไม่แต่ง ก่อนที่จะโทรไปหาแม่เค้าและแม่เค้าก็บอกว่าวันนั้นลูกเค้าเมา ตนจึงได้บอกไว้ว่าอย่างนั้นให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะว่าเด็กมันเสียความรู้สึกไปแล้ว แล้วก็โทรไปหาผู้บังคับบัญชาแต่ทางผู้บังคับบัญชาบอกว่าให้ไปเคลียร์กันเอง จากนั้นก็ได้โทรไปหาแม่เค้าว่าให้มาทำสัญญาสรุปก็ไม่มาทำสัญญาและแม่เค้ายังพูดทิ้งท้ายว่าอยากได้ก็ไปฟ้องศาลเอาเอง ต่อมาตนจึงได้โทรไปหากำนันว่าช่วยประสานแม่เค้าซึ่งทางกำนันได้แจ้งกลับมาว่าแม่เค้าจะให้สร้อยทอง 1 บาท ถ้าอยากได้มากกว่านั้นให้ไปแจ้งความเอาเอง ซึ่งที่ผ่านมาลูกสาวมีอาการซึมเศร้าไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนซึ่งความรู้สึกตอนนั้นลูกสาวใจมันพังไปแล้ว ซึ่งตนเองบอกไม่ถูกว่า จากที่ดูจากข่าวไม่เคยคิดว่าลูกสาวตนเองจะมาโดนซึ่งมันยากจะทำใจ ตอนนี้ตนอยากจะเรียกสิทธิ์ของลูกสาวกลับคืนมาสิทธิผู้หญิงคนนึงที่ได้รับและเกียรติศักดิ์ศรีของลูกสาวที่ได้เสียไปและก็เยียวยาจิตใจของลูกสาวด้วย ซึ่งที่ผ่านมางานการลูกสาวก็ไม่ได้ทำเลยเพราะหมดกำลังใจที่จะไปทำงานตรงนี้ ตนเคยถามสาเหตุแล้วว่าสาเหตุเพราะอะไรที่ยกเลิกงานแต่ง เค้าตอบว่าไปกันไม่ได้ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลเลยที่ต้องมาเทงานแต่งแบบนี้ ตนอยากฝากถึงนายก้อง และเป็นบทเรียนว่าอย่าทำอย่างนี้กับใครอีก ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับตนและลูกสาวผ่านสื่อด้วย
ต่อมาทางครอบครัวผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบ ว่าที่ ร.ต.ชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ หรือ ทนายชัช เพื่อขอความอนุเคราะห์ช่วยเป็นทนายในการดำเนินการทั้งทางแพ่งและอาญากับ นายกิตติกรณ์ เพ็ชรแก้ว หรือ นายก้อง อายุ 25 ปี ก่อนที่ผู้เสียหายจะมอบหลักฐานต่างๆให้กับทนาย
โดยทาง ว่าที่ ร.ต.ชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ หรือ ทนายชัช เปิดเผยว่า เคสนี้ตนก็ได้สอบข้อเท็จจริงผู้เสียหายและทางครอบครัว ทราบว่ามีการจัดเตรียมสถานที่งานแต่ง จัดเตรียมของชำร่วยแล้วเรียบร้อย จึงเกิดความเสียหายและก็มีการตกลงสินสอดทองหมั้นกันแล้วเรียบร้อยให้ผู้หลักผู้ใหญ่มาสู่ขอกันตามประเพณีเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ฝ่ายชายผิดสัญญามันก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับทางฝ่ายหญิงอันนี้ในส่วนของทางแพ่ง และก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจของฝ่ายหญิงด้วย ตรงนี้จะเป็นไปตามหลักกฏหมาย ซึ่งฝ่ายหญิงสามารถใช้สิทธิตามกฏหมายโดยการทำหนังสือยื่นให้ฝ่ายชายชดใช้ค่าเสียหายหรือใช้สิทธิ์ในการฟ้องศาลนี่คือสิทธิ์ทางแพ่ง
ส่วนเรื่องพฤติกรรมของฝ่ายชายทราบว่ารับราชการด้วย หากรับราชการด้วยฝ่ายหญิงก็จะสามารถทำหนังสือรายงานพฤติกรรมฝ่ายชายให้กับผู้บังคับบัญชาได้รับทราบได้อีกทางหนึ่ง เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงพฤติกรรมของฝ่ายชายว่าลักษณะแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ที่จะสนับสนุนให้ฝ่ายชายมีความเจริญในหน้าที่การงาน ต่อไป
ที่สำคัญทราบว่าฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็ได้อยู่กินฉันสามีภรรยานานแล้วด้วยเกินกว่าสองปี เดี๋ยวตามไป ซึ่งทราบว่าคบกันตั้งแต่ ปี 60 และก็มาอยู่กินอย่างฉันสามีภรรยา ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างทราบกันดีซึ่งรู้เลยว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยากัน ตั้งแต่ปี 66 ดังนั้นฝ่ายชายและบุคคลทั่วไปย่อมรู้ได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือภรรยาของตนเองย่อมมีหน้าที่ที่จะดูแลศักดิ์ศรีของภรรยาตัวเองเพราะฉะนั้นโดยพฤติกรรมของข้าราชการ ที่ไม่ว่าจะมีการกระทำการรุนแรงก็ดี หรือการกระทำที่นอกใจ ทำร้ายจิตใจภรรยาของตนเองก็ถือว่ามีมีความผิดหรือมีความไม่เหมาะสม ฉะนั้น เราถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นสุดแล้วแต่ของผู้บังคับบัญชาพิจารณาผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไร และก็เป็นสิทธิ์อีกทางหนึ่งที่ทางฝ่ายหญิงจะทำหนังสือร้องเรียนไปยังทางผู้บังคับบัญชาต่อไป และจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

Oplus_131072
Oplus_131072

พี่เสือ นักข่าว จ.สงขลา