น้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาทกลางดึก ปลุกแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจทั่วประเทศ ประชาชนแห่เติมแน่นปั๊ม

น้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาทกลางดึก ปลุกแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจทั่วประเทศ ประชาชนแห่เติมแน่นปั๊ม

น้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาทกลางดึก ปลุกแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจทั่วประเทศ ประชาชนแห่เติมแน่นปั๊ม

เมื่อเวลา 00.27 น. วันที่ 26 มีนาคม 2569

เกิดเหตุการณ์สะเทือนค่าครองชีพทั่วประเทศ หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้นทันทีลิตรละ 6 บาท ส่งผลให้บรรยากาศในหลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะตื่นตัว ประชาชนจำนวนมากเร่งเดินทางไปยังสถานีบริการน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิง ท่ามกลางความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

รายงานจากหลายจังหวัดพบว่า ภายหลังการประกาศปรับราคาอย่างกะทันหัน สถานีบริการน้ำมันทั้งในเขตเมืองและปริมณฑลมีรถยนต์ต่อคิวรอเติมยาวเหยียด บางพื้นที่เกิดปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องจากปริมาณรถที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งและภาคธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงแรงกดดันด้านต้นทุน ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระยะต่อไป

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้เป็นผลจากมติให้ปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน เพื่อบรรเทาภาระกองทุนที่เพิ่มสูงต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งแตะระดับ 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้กองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละประมาณ 2,592 ล้านบาท หรือกว่า 80,000 ล้านบาทต่อเดือน กระทบต่อสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ

กบน. ระบุว่า การตัดสินใจปรับลดการอุดหนุนครั้งนี้เป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนในระยะยาว และรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งสาธารณะ เกษตรกร ชาวประมง ตลอดจนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและบริการ เพื่อลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินงาน

กบน. ยังขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน ให้เข้าใจสถานการณ์ด้านพลังงานที่อยู่ในช่วงเปราะบาง พร้อมทั้งร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบในภาพรวมของประเทศในระยะนี้