อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ร้องเจ้าหน้าที่รัฐอาจเอื้อประโยชน์นายทุนเหมืองหิน ขอให้รวมคดีบุกรุกป่าเหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง เป็น 25 ไร่เศษ

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ร้องเจ้าหน้าที่รัฐอาจเอื้อประโยชน์นายทุนเหมืองหิน ขอให้รวมคดีบุกรุกป่าเหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง เป็น 25 ไร่เศษ

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ร้องเจ้าหน้าที่รัฐอาจเอื้อประโยชน์นายทุนเหมืองหิน ขอให้รวมคดีบุกรุกป่าเหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง เป็น 25 ไร่เศษ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายอมรศักดิ์ หอมจันทร์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพังงา เขต 1 พรรคประชาชน และแกนนำกลุ่มรักษ์บ้านเกิด เข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีบุกรุกป่าในพื้นที่เหมืองหินถ้ำทองหลาง ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” กำลังเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน หลังพบว่าคดีพื้นที่เสียหายกว่า 25 ไร่เศษ แต่กลับถูกแยกดำเนินคดีเป็น 19 ไร่ และอีก 6 ไร่ ซึ่งอาจส่งผลต่อฐานความผิดและอัตราโทษตามกฎหมาย การแยกคดีดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการเหมืองหิน ไม่ต้องรับโทษในฐานะคดีบุกรุกป่าไม้รายใหญ่ จึงเรียกร้องให้รวมพื้นที่เสียหายทั้งหมดประมาณ 25 ไร่เศษไว้ในคดีเดียวกัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย


นายอมรศักดิ์ หอมจันทร์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2567 เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการเหมืองแร่กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการอ้างว่าพื้นที่ภายหลังหมดอายุประทานบัตรเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง แต่จากการตรวจสอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดพังงา พบว่าที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภท น.ส.3 อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 233 เมตร ต่อมาในปี พ.ศ. 2568 หน่วยงานป่าไม้ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในพื้นที่ 13 ไร่ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าพื้นที่เสียหายมีมากกว่านั้น จึงยื่นหนังสือถึงสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (กระบี่) ขอให้ตรวจสอบเพิ่มเติม ภายหลัง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (กระบี่) แจ้งว่า การรังวัดเดิมมีความคลาดเคลื่อน จึงปรับพื้นที่ความเสียหายจาก 13 ไร่ เป็น 19 ไร่ แต่ยังคงมีพื้นที่อีกประมาณ 5–6 ไร่ที่ยังไม่ได้รวมอยู่ในคดี จากนั้น ตนพร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทับปุดและพนักงานสอบสวน รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบและจับค่าพิกัดใหม่ จนพบว่าพื้นที่ป่าที่ได้รับความเสียหายมีรวมประมาณ 25 ไร่เศษ
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานป่าไม้ทับปุดไม่ได้แจ้งเพิ่มเติมจาก 19 ไร่ ให้ครบเป็น 25 ไร่เศษในคดีเดิม ทั้งที่สำนวนคดีได้ส่งถึงพนักงานอัยการแล้ว ตนจึงร้องขอให้มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงในคดีเดิม มิใช่การฟ้องคดีใหม่ ภายหลังได้รับทราบจากพนักงานสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทับปุดได้ไปแจ้งความดำเนินคดีใหม่ในพื้นที่อีก 6 ไร่ แยกออกจากคดีเดิม โดยคดีดังกล่าวไม่ได้ระบุผู้กระทำความผิด และจากการสอบสวนผู้นำท้องถิ่นก็ไม่ได้ยืนยันว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างคดีพื้นที่ 19 ไร่ กับคดีใหม่อีก 6 ไร่ มีนัยสำคัญทางกฎหมาย เนื่องจากหากดำเนินคดีรวมเป็นพื้นที่ประมาณ 25 ไร่เศษตั้งแต่แรก จะเข้าข่ายคดีบุกรุกป่าไม้รายใหญ่ ซึ่งมีอัตราโทษที่สูงขึ้นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 72 ตรี แต่เมื่อมีการแยกดำเนินคดี ทำให้คดีแรกเหลือเพียง 19 ไร่ และอีก 6 ไร่ กลายเป็นคดีใหม่ที่ไม่มีการระบุผู้กระทำความผิด ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรับโทษในฐานะคดีบุกรุกป่าไม้รายใหญ่หรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส


ล่าสุดทางผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (กระบี่) ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทับปุด และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทับปุด ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง โดยผู้อำนวยการสำนักฯ มีความเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่แปลงเดียวกัน เนื่องจากมีการขุดหินในบริเวณเดียวกันตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ล่าสุด ได้มีข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทับปุดจัดทำคำให้การเพิ่มเติม และให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือถึงพนักงานอัยการ เพื่อเพิ่มเติมข้อเท็จจริงในคดีเดิมให้ครบถ้วน ครอบคลุมพื้นที่เสียหายทั้งหมดประมาณ 25 ไร่เศษ


อโนทัย งานดี/พังงา/081-0836530